“กลุ่มเด็กพิเศษ” ควรได้รับการดูแลเรื่องสุขภาพช่องปากอย่างไร ต้องมีอะไรที่ต้องดูแลเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้มีปัญหาสุขภาพช่องปาก!!

Posted date:

 เด็กพิเศษ หมายถึง เด็กที่มีภาวะหรือความต้องการเฉพาะด้านที่ทำให้ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งครอบคลุมหลายกลุ่ม เช่น..

เด็กที่มีความพิการทางร่างกาย

เช่น พิการทางสายตา พิการทางการได้ยิน พิการแขน ขา เป็นต้น

เด็กที่มีโรคประจำตัว

เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เป็นต้น

รวมไปถึงเด็กที่มีความบกพร่องหรือความล่าช้าทางพัฒนาการต่างๆ

เช่น พัฒนาการทางด้านสติปัญญา อารมณ์ หรือ พฤติกรรม เป็นต้น

การดูแลจะมีความแตกต่างจากเด็กทั่วไปบ้าง และแตกต่างกันในเด็กแต่ละกลุ่ม ขึ้นกับว่าปัญหาหรือความต้องการพิเศษของเขาคืออะไร ทันตแพทย์จะวางแผนการดูแลและเลือกวิธีการรักษา รวมถึงการป้องกันที่เหมาะสมเฉพาะราย

โดยทั่วไป เด็กพิเศษมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุสูงกว่าเด็กทั่วไป จึงควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและดูแลสุขภาพช่องปากบ่อยกว่า เช่น ทุก 3–4 เดือน แทนที่จะเป็นทุก 6 เดือนเหมือนเด็กทั่วไป การแปรงฟันและการเลือกใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง และอาจต้องปรับการใช้ยาสีฟันหรือผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์ให้มีปริมาณและความเข้มข้นที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน นอกจากนี้ อาหารที่รับประทานก็ควรคำนึงถึงผลต่อโรคประจำตัวและผลต่อสุขภาพฟันไปพร้อมกัน เช่น เด็กโรคหัวใจบางรายอาจจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักตัว จึงต้องรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลบ่อยครั้งกว่าปกติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อฟันผุ ดังนั้น ต้องเน้นเรื่องการทำความสะอาดช่องปากมากกว่าการไปจำกัดการรับประทานอาหาร เช่น เพิ่มความถี่ หรือ ระยะเวลาในการทำความสะอาดช่องปากในแต่ละวันมากขึ้น เป็นต้น

สรุป : เด็กพิเศษทุกคนสามารถมีสุขภาพช่องปากที่ดีได้ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ มีผู้ปกครองช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากในทุกๆ วัน

ข้อมูลความรู้ทางทันตกรรมโดย

ผศ.ทพญ.ดร. ศิริพร ส่งศิริประดับบุญ

อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก
คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลับไปที่หน้าหลัก

ความรู้ทางทันตกรรม