โครงการทันตกรรมทางไกลในเรือนจำ
Teledentistry:
ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อผู้ต้องขังหลังกำแพงเรือนจำ
คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล็งเห็นถึงปัญหาสุขภาพช่องปากของผู้ต้องขังในเรือนจำ จึงได้มีจัดโครงการทันตกรรมทางไกลมาใช้ในส่งเสริมสุขภาพช่องปากของผู้ต้องขัง โดยเริ่มจากโครงการนำร่องในเรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ
ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก มีผู้ต้องขังจำนวน 261,819 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2565) ทำให้ในเรือนจำมีสภาพแวดล้อมที่แออัด ส่งผลต่อการจัดการและการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขัง จากผลการสำรวจ 10 อันดับความเจ็บป่วยแรกของผู้ต้องขังที่มาตรวจรักษาที่สถานพยาบาลเรือนจำ ประจำปี 2561 และข้อมูลจากสถานพินิจเด็กและเยาวชน รวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน พบว่าโรคเหงือกและฟันเป็นหนึ่งใน 5 อันดับแรกของการเข้ารับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลเรือนจำ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ผู้ต้องขังยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่องปากจากทั้งด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การดูแลสุขอนามัยช่องปากที่ไม่เหมาะสม การบริโภคน้ำตาล และโรคเรื้อรัง ส่งผลให้ความต้องการการรักษาทางทันตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Amaya et al., 2023) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าผู้ต้องขังที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากได้รับการรักษาที่เหมาะสมเพียงร้อยละ 9 – 29 สะท้อนถึงการขาดแคลนอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชากรในเรือนจำ (FIDH, 2023) โดยรูปแบบการให้บริการทางทันตกรรมในเรือนจำที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการให้บริการเชิงรับการส่งผู้ต้องขังไปรับการรักษานอกเรือนจำมีข้อจำกัดสูงทั้งด้านระเบียบ ความปลอดภัย และอัตรากำลังบุคลากร โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ควบคุมอย่างน้อย 2 คนติดตามตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้การส่งต่อสามารถดำเนินการได้เฉพาะกรณีที่มีภาวะวิกฤตหรือความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น
แนวคิดสำคัญของโครงการ คือการเปลี่ยนระบบบริการจาก “การรอรับการรักษา” ไปสู่ “การคัดกรองเชิงรุกภายในเรือนจำ”
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการพัฒนา ระบบทันตกรรมทางไกล (Teledentistry) ร่วมกับการใช้ กล้องถ่ายภาพในช่องปาก (Intraoral Camera) โดยปรับรูปแบบการให้บริการจากการรอรับบริการ ไปสู่การเข้าถึงบริการเชิงรุกภายในเรือนจำ ผ่านการทำงานร่วมกันของอาสาสมัครสาธารณสุขในเรือนจำ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรม สามารถทำหน้าที่คัดกรอง ถ่ายภาพ และบันทึกข้อมูลสุขภาพช่องปาก ก่อนส่งต่อให้ทันตแพทย์วิเคราะห์ และวางแผนการรักษาจากระยะไกล
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงช่วยให้ผู้ต้องขังเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังช่วย ลดความรุนแรงของโรค เช่น ฟันผุรุนแรงและการติดเชื้อ เพิ่มศักยภาพอาสาสมัครในเรือนจำให้สามารถดูแลสุขภาพเบื้องต้นได้ ลดความจำเป็นในการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขัง เพิ่มความปลอดภัย และลดภาระของระบบบริการ
โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมบริการสุขภาพที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) พร้อมทั้งมีศักยภาพในการขยายผลสู่ระดับประเทศอย่างยั่งยืน
