ความเครียดมีผลต่อช่องปากอย่างไร ?

เมื่อร่างกายมีความเครียด จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น

  • ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงขึ้น
  • ภูมิคุ้มกันลดลง
  • กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลให้กัดฟันตอนเครียด/นอนกัดฟัน
  • พฤติกรรมสุขภาพช่องปากที่เปลี่ยนไปเมื่อเครียด เช่น แปรงฟัน/ใช้ไหมขัดฟันไม่สม่ำเสมอ, สูบบุหรี่/ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น, กัดเล็บ/เคี้ยวปากกา/กัดปาก/กัดแก้ม เป็นต้น

ส่งผลให้ช่องปากมีความเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น และหายช้าลง

ปัญหาและโรคในช่องปากที่เกิดจากความเครียด

1. นอนกัดฟัน / กัดฟันตอนเครียด (Bruxism)

ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ฟันสึก/ฟันแตกร้าว, ปวดกราม/ปวดกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เป็นต้น

2. ปัญหาขากรรไกร / ข้อต่อขากรรไกร (TMD)

อาการที่พบได้ มีดังนี้ อ้าปากลำบาก, มีเสียง “คลิก” ที่ขากรรไกร, ปวดบริเวณใบหน้า

3. เหงือกอักเสบ / โรคปริทันต์

เหงือกบวม มีเลือดออกง่าย โดยโรคอาจลุกลามจนฟันโยกได้

4. ปากแห้ง (Xerostomia)

ความเครียดทำให้น้ำลายน้อยลง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและมีกลิ่นปาก

5. แผลร้อนใน (Aphthous ulcer)

เมื่อเกิดความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดแผลร้อนในได้ มีอาการเจ็บแสบในช่องปาก

6. อาการแสบร้อนในช่องปาก (Burning Mouth Syndrome)

เป็นความรู้สึกแสบบริเวณช่องปากโดยไม่มีแผลชัดเจน พบร่วมได้มากกับความเครียดหรือวิตกกังวล

คำแนะนำในการดูแลตนเอง

ลดความเครียด

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ฝึกผ่อนคลาย เช่น หายใจลึก ๆ

ดูแลสุขภาพช่องปาก

  • แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟัน
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

สังเกตการกัดฟัน

  • หากมีอาการกัดฟัน ควรพบทันตแพทย์ โดยอาจต้องใส่เฝือกสบฟัน (Occlusal splint)

สัญญาณที่ควรมาพบทันตแพทย์

  • ปวดขากรรไกร หรืออ้าปากลำบาก
  • ฟันสึกหรือเสียวฟันมากผิดปกติ
  • เหงือกบวม เลือดออก
  • มีแผลในช่องปากที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์

กล่าวโดยสรุป ความเครียดส่งผลต่อช่องปากทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งเครียดมาก ความเสี่ยงต่อโรคในช่องปากยิ่งเพิ่ม การดูแลทั้ง “จิตใจ” และ “ช่องปาก” ไปพร้อมกัน คือกุญแจสำคัญของสุขภาพที่ดี

ข้อมูลความรู้ทางทันตกรรมโดย

อ.ทพญ. รลดา พรธิฤทธิ์

อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมบดเคี้ยว คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย